Get Adobe Flash player
webnetwork

เผยแพร่ผลงานวิชาการ

ผลการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ

169

ชื่อเรื่อง   :  ผลการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค TAI                          

                                   กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน

                    ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแวนโค้ง

                    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา  เขต 2

ชื่อผู้ศึกษา    :   นางฐิตาภรณ์  ประชุม

        ปีการศึกษา    :  2558                          

                          การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแวนโค้ง ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดไว้ คือ ร้อยละ 70 และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแวนโค้ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 การศึกษาเป็นแบบการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) แบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังทดลอง (The single group, pretest – posttest  design) ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแวนโค้ง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ที่ศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558  จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาโดยการใช้วิธีเลือก (Selection) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  จำนวน 15 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.90 และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ (E1/ E2) และการทดสอบค่าที

               ผลการศึกษาพบว่า (1) นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 คะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการบวก ลบ คูณ หารระคน ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ช่วยให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการบวก ลบ คูณ หารระคนได้จริง (2) นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการบวก ลบ คูณ หารระคน ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดไว้ คือ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ช่วยให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ   ในเรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคนได้จริง และ (3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ทั้ง 15 ชุด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

รายงานการใช้นวัตกรรมเกมกายใจเพื่อพัฒนาวินัยในตนเองสำาหรับ เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1

55 ชื่อผลงาน รายงานการใช้นวัตกรรมเกมกายใจเพื่อพัฒนาวินัยในตนเองสำาหรับ เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1
ชื่อผู้ศึกษา : นางสาวธนภรณ์ ธะนะ สถานศึกษา : โรงเรียนอนุบาลเชียงคำ (วัดพระธาตุสบแวน)
สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2
กระทรวงศึกษาธิการ ปีการศึกษา : 2558 
 

                  บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาประสิทธิภาพกิจกรรมการใช้นวัตกรรม เกม กายใจเพื่อพัฒนาวินัยในตนเองสำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 และเพื่อเปรียบเทียบ พฤติกรรมความมีวินัยในตนเอง ด้วยการจัดกิจกรรมแผนการใช้นวัตกรรม เกมกายใจเพื่อ พัฒนาวินัยในตนเองสำหรับเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน ชาย – หญิง อายุระหว่าง 5 - 6 ปี จ านวน 27 คน ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2558 ของโรงเรียน อนุบาลเชียงคำ (วัดพระธาตุสบแวน) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 โดยดำเนินการศึกษาในช่วงก่อน ปฏิบัติกิจกรรมเป็นเวลา 10 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ กิจกรรมการใช้นวัตกรรม เกมกายใจเพื่อพัฒนาวินัยใน ตนเองสำหรับเด็กปฐมวัย แบบทดสอบความรู้เรื่องการมีวินัยในตนเองของนักเรียน ชั้นอนุบาล ปีที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ ผลการศึกษา พบว่า 1. กิจกรรมการใช้นวัตกรรม เกมกายใจเพื่อพัฒนาวินัยในตนเองส าหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.83/96.79 2. นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการใช้นวัตกรรม เกมกายใจเพื่อ พัฒนาวินัยในตนเองสำหรับเด็กปฐมวัย ความมีวินัยในตนเองสูงขึ้น

 

รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนไวยากรร์ภาษาอังกฤษ

sompit รายงาน          : รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนไวยากรณ์

                                   ภาษาอังกฤษ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ชื่อผู้รายงาน           : นางสมพิศ  ตักโพธิ์

ปีที่รายงานสำเร็จ   : พ.ศ. 2558       

 

 

                    รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษา ปี ที่ 1 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

               กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของเกมการศึกษาที่สร้างขึ้นได้แก่ นักเรียน                ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2557  โรงเรียนอนุบาลจุน (บ้านบัวสถาน)  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2  จำนวน 31 คน  ซึ่งได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive  Random  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ ได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 7 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเกม เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า หาคุณภาพโดยให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพของเครื่องมือ

               ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกเสริมทักษะการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับ                          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1)  มีประสิทธิภาพ 83.51/87.42สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการเรียนแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษสูงกว่าก่อนเรียน โดยหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 87.42 และก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 78.71 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับมาก

 

รายงานผลการนิเทศเพื่อพัฒนาการดำเนินงานระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยการนิเทศแบบชี้แนะ(Coaching)

prasong

                               ชื่อเรื่อง         :    รายงานผลการนิเทศเพื่อพัฒนาการดำเนินงานระบบการประกัน
                              คุณภาพภายในสถานศึกษา โดยการนิเทศแบบชี้แนะ(Coaching)
                             โรงเรียนในเขตปฏิบัติการนิเทศ กลุ่มโรงเรียนปง 1 สังกัด
                              สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2

ผู้ศึกษา         :      นายประสงค์  โพธิ์แก้ว 

                            ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานิเทศก์ชำนาญการ

หน่วยงาน    :     กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา

             สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2

ปีการศึกษา   :      2559 

บทคัดย่อ

            รายงานผลการนิเทศเพื่อพัฒนาการดำเนินงานระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยการนิเทศแบบชี้แนะ(Coaching) โรงเรียนในเขตปฏิบัติการนิเทศ  กลุ่มโรงเรียนปง 1 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาก่อนและหลังการนิเทศ เพื่อศึกษาความก้าวหน้าการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาก่อนและหลังการนิเทศ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โรงเรียนในเขตปฏิบัติการนิเทศ   กลุ่มโรงเรียนปง 1 ที่มีต่อการนิเทศเพื่อพัฒนาการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยการนิเทศแบบชี้แนะ(Coaching)  ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนในเขตปฏิบัติการนิเทศ กลุ่มโรงเรียนปง 1    จำนวน 8 โรงเรียนๆละ 1 คน ได้แก่ โรงเรียนบ้านดู่ โรงเรียนชุมชนบ้านบอน โรงเรียนบ้านบุญเรือง โรงเรียนบ้านสีพรม โรงเรียนบ้านป่าคา โรงเรียนบ้านควรดง โรงเรียนบ้านหมุ้น และโรงเรียน    บ้านหนองท่าควาย  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา แบบประเมินผลการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และแบบสอบถามความพึงพอใจของครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาที่มีต่อการนิเทศแบบชี้แนะ โดยการนิเทศแบบชี้แนะ(Coaching) มี 3 ขั้น ได้แก่                  1) ขั้นเตรียมการก่อนการชี้แนะ(Pre-coaching)  2) ขั้นดำเนินการการชี้แนะ(Coaching) และ              3) ขั้นสรุปผลการชี้แนะ(Post–Coaching) สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน         และค่าร้อยละ

            ผลการศึกษาพบว่า

            1. ผลการทดสอบความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา    ของครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โรงเรียนในเขตปฏิบัติการนิเทศ        กลุ่มโรงเรียน 1 ก่อนและหลังได้รับการนิเทศแบบชี้แนะ(Coaching) โดยก่อนการนิเทศมีค่าเฉลี่ยรวมของคะแนนทีปกติเท่ากับ 38.95 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.70 หลังการนิเทศมีค่าเฉลี่ยรวมของคะแนนทีปกติเท่ากับ 58.88 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.18  และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทีปกติหลังการนิเทศสูงกว่าก่อนการนิเทศ มีค่าเฉลี่ยคะแนนทีปกติเพิ่มขึ้นเท่ากับ 16.60 

            2. ผลการประเมินความก้าวหน้าการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โรงเรียนในเขตปฏิบัติการนิเทศ กลุ่มโรงเรียนปง 1 ตามขั้นตอนของระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ก่อนและหลังการนิเทศ  ดังนี้  

 ขั้นตอนที่ 1 กำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาก่อนการนิเทศผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ พอใช้ ( =2.59, =0.50) หลังการนิเทศผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ ดีมาก              ( =3.78, =0.33) มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 45.95  ขั้นตอนที่ 2 จัดทำแผนพัฒนา              จัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาก่อนการนิเทศ       ผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ พอใช้ ( =2.84 , =0.75) หลังการนิเทศผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ ดีมาก ( =3.78, =0.58) มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 33.10  ขั้นตอนที่ 3 การจัดระบบบริหารและสารสนเทศ ก่อนการนิเทศผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ ดี ( =3.50 , =0.58)       หลังการนิเทศผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ ดีมาก ( =4.08, =0.14) มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น    ร้อยละ 16.57 ขั้นตอนที่ 4 ดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา               ก่อนการนิเทศผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ ดี ( =3.69 , =0.44) หลังการนิเทศ                       ผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ ดีมาก ( =4.56, =0.62) มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.64 ขั้นตอนที่ 5 จัดให้มีการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษาก่อนการนิเทศผลการดำเนินงาน          อยู่ในระดับ พอใช้ ( =2.91 , =0.68) หลังการนิเทศผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ ดีมาก             ( =4.56, =0.62) มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.53 ขั้นตอนที่ 6  จัดให้มีการประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาก่อนการนิเทศผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ พอใช้              ( =2.56, =0.62) หลังการนิเทศผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ ดี( =3.69, =0.62)                  มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 44.04 ขั้นตอนที่ 7 การจัดทำรายงานประจำปีที่เป็นรายงานประเมินคุณภาพภายในก่อนการนิเทศผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ ดี( =3.08 , =0.14) หลังการนิเทศผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ ดีมาก ( =3.75, =0.29) มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.75 และขั้นตอนที่ 8 จัดให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องก่อนการนิเทศผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ ดี( =3.08 , =0.14) หลังการนิเทศผลการดำเนินงานอยู่ในระดับ ดีมาก ( =4.13,          =0.00) มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 33.78  

            3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา    ที่มีต่อการนิเทศเพื่อพัฒนาการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา                      โดยการนิเทศแบบชี้แนะ(Coaching) โรงเรียนในเขตปฏิบัติการนิเทศ กลุ่มโรงเรียน 1 อยู่ในระดับ มากที่สุด ( =4.70, =0.43)

 

              

 

รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา

2016 03 23 15 45 31 บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง   : รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา                                                   ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

ชื่อผู้ศึกษา  :   นางนวลจันทร์ วัฒนจันทร์ โรงเรียนบ้านเวียงลอ  อำเภอจุน จังหวัดพะเยา

กลุ่มสาระการเรียนรู้   :  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 

ปีการศึกษา  :  2557

 การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเวียงลอ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนบ้านเวียงลอ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยาเขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2557  จำนวน 12  คน เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษา ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 10  เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบบทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 10 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนจำนวน  20 ข้อ หลังเรียนจำนวน   20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 10 ข้อ   ซึ่งผู้ศึกษาได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยนำแผนการจัดการเรียนรู้ และบทเรียนสำเร็จรูปชุด ปลอดภัยไว้ก่อน ทั้ง 10 เล่ม  ไปทดลองกับกลุ่มประชากรเป้าหมายในชั่วโมงเรียน เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป และสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีบทเรียนสำเร็จรูป  ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน ค่าสถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ค่า E1/E2  ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (m) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s)

                   ผลการศึกษาพบว่า

                   1.) ผลการสร้างและหา ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน                     ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนบ้านเวียงลอ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 พบว่าประสิทธิภาพโดยรวม (E1/E2) เท่ากับ 83.75/82.92 มีประสิทธิภาพสูงกว่า เกณฑ์ที่กำหนด 80/80 ทุกชุด

  1. โรงเรียนบ้านเวียงลอ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน พบว่าคะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนของนักเรียนทั้งหมดค่าเฉลี่ย (m)เท่ากับคิดเป็นร้อยละ มีความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s) เท่ากับ ส่วนคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย (m)เท่ากับ คิดเป็นร้อยละ   มีความเบี่ยงเบนมาตรฐาน(s) เท่ากับ
  2. พึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป คน มีระดับความพึงพอใจต่อการเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชุด ปลอดภัยไว้ก่อนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับ มากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย (m) เท่ากับ 4.89

Click here
Click here

crayfishstudios.com
Click here